วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2552

ประชุมเชิงปฎิบัติการ Good Governance ที่เขาใหญ่ฟ้าใสรีสอร์ท ปากช่อง

กพร. สป. จัดประชุมเชิงปฎิบัติการ กลุ่มเป้าหมายคือ หน่วยงานใน สป. ซึ่ง สบพป.(สำนักบริหารการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ) ก็ได้รับหนังสือเชิญเข้าร่วมประชุมด้วย (..อาการงงๆ)



25 ก.พ.2552

  • นัดกันขึ้นรถบัส สองชั้น หน้าเสาธง (สูงสุดในประเทศไทย) 7 โมงครึ้ง แต่ล้อรถเคลื่อน แปดโมงกว่า (เวลาของคนไทย) เป้าหมาย(destination) คือ ปากช่อง เส้นทางไปปากช่องไปได้หลายทาง คนขับรถกลับเลือกขับรถออกหน้า รพ.ศรีธัญญา เข้าถนนกรุงเทพ-นนทบุรี แล้วขึ้นทางด่วน (งงจริงๆ ผู้จัดไม่ได้เตี้ยม-พูดคุย กับคนขับก่อนหรือไร) เสียเวลาไปพอสมควร(จริงๆ) บนรถ มีผู้โดยสาร สามสิบกว่าคน ผู้จัด (พี่ไผ) ให้ทุกคน แนะนำตนเอง และพยายาม สันทนาการให้ทุกสนุกสนาน พี่ไผ เรียกกลุ่มที่ไปนี้ว่า กลุ่ม OG (organizational governance) เมื่อพูดว่า " OG พร้อมมั้ย " ให้ทุกคนตอบว่า " อึ้ยซ์.." เราก็บอกเขาว่าน่าจะตอบว่า "พร้อม..." มากกว่า เพราะ ออกเสียง "อึ้ยซ์.." เสียงไม่มีพลัง (ลองออกเสียงดูสิคะ ให้ความรู้สึกคึกคักหรือไม่) และไม่มีความหมาย ....
  • ประมาณ สิบโมง สมาชิก(ทัวร์) ไปแวะดูงานที่ PB valley ชมการผลิตไวน์ และเลือกซื้อสินค้ากัน (ไวน์ และ น้ำผลไม้ ขายดีคะ) จากนั้นก็ออกเดินทางไปที่ประชุมกัน ตอนนี้หละคะ ที่สนุก ผจญภัยกัน คนขับรถ ก็พาไปผิดทาง (อ้อม..อีกแล้ว)แถม ไปเจอ ฝายน้ำล้น ที่เป็นทางลาดชันมาก ไม่สามารถให้รถบัส (ใหญ่) ผ่านไปได้ แต่คนขับรถ ก็ยังพยายามไป ผลคือรถบัสติด ด้านหน้า -หัวรถติดพื้น ไม่สามารถผ่านทางลาดลงไปได้ ลูกทัวร์พากันลงจากรถ ไปลุ้นข้างล่างกัน พร้อมกับบ่น ว่า ฤกษ์ไม่ดีตั้งแต่ ออกรถแล้ว เกือบครึ้งชั่วโมง ส่วนหัวรถผ่านไปได้ ก็ติดท้ายรถอีก โอ้มายก้อด..(oh..my god) มองเห็นว่าอนาคตไม่ดี พวกเราก็โดดหนีขึ้นรถตู้ของผู้จัด ซะ ปล่อยให้คนขับรถช่วยเหลือตัวเอง โดยให้เหตุผลว่า พวกเราต้องไปฟัง lecture อาจารย์ปานจิต (ซึ่งในที่สุด คนขับรถก็เอาตัวรอดได้ โดยไม่มีพวกเราอยู่เป็นกำลังใจ หรือเป็นตัวกวน เขา..ก็ไม่รู้)
  • ถึงที่ประชุม บ่ายกว่าคะ รีบกินข้าวด้วยความเอร็ดอร่อย (หิวซะไม่มี) นำกระเป๋าไปเก็บที่ห้องพัก (สุวรรณา พักกับ พี่อรสา จากศูนย์สันติฯ อยู่ชั้น 3 อาคาร3 ) แล้วก็รีบไปฟัง บรรยาย จาก อาจารย์ ปานจิต จินดากุล ผอ.กลุ่มบริหารการเปลี่ยนเปลี่ยน สำนักงาน ก.พ.ร. (คุณหมอสุพรรณ เป็นประธานเปิดการประชุม และนั่งฟังบรรยาตลอดจนจบ ซึ่งคุณหมอ ก็ชมว่า อาจารย์ได้ตรงประเด็น ชัด และตรงใจ ) บรรยาย "ธรรมาภิบาล (Good Governance) และการนำธรรมาภิบาล สู่การปฎิบัติภายใต้ นโยบายการกำกับดูแลองค์การที่ดี " และ "การจัดทำตัวชี้วัดและการประเมินผลนโยบายการกำกับดูแลองค์การที่ดี " เนื้อหา สนุก น่าสนใจ โดยเฉพาะ ตัวอย่างที่อาจารย์ยกมาเล่าให้ฟัง และเรื่องสนุกนอกเรื่อง แต่ให้แง่คิด ส่วนสไลด์ของอาจารย์ ทาง ผู้จัดจะwrite ใส่ CD แจกให้ภายหลังคะ

สรุปอย่างย่อ ธรรมาภิบาล มีหลัก 9 ข้อ คือ

  1. นิติธรรม
  2. มีส่วนร่วม
  3. ความโปร่งใส
  4. การตอบสนอง
  5. การมุ่งเน้นฉันทามติ
  6. ความเสมอภาค
  7. ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล
  8. ภาระรับผิดชอบ
  9. วิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์

ข้อสังเกตุ ไม่มีหลัก จริยธรรม เพราะอะไร ก็เพราะเราถือว่า จริยธรรม นั้นต้องมีอยู่ในใจ ในความคิด ของทุกคน (ซึ่งเราเกือบลืมไปแล้วว่ามันต้องอยู่สามัญสำนึกของทุกคน ไม่ใช่มีใน หนังสือ คำประกาศ ค่านิยม หรือ พรบ. )

อาจารย์เล่า เรื่องการบริหารงานบุคคล ไม่ว่าจะเป็น บริหาร คน ที่เป็นลูกน้อง หรือ หัวหน้า ไว้สนุกสนาน

  • Generation B:baby boom-พวกที่เกิด พ.ศ. 2489-2507 อายุ 44 - 62 ปี- be stable ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง อึด อดทน ต่องานที่ไม่ชอบได้ บ้างาน ไม่ทันสมัยต่อเทคโนโลยี่ใหม่ๆ (ไม่ชอบคอมพิวเตอร์)
  • Generation X:กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2508-2522 อายุ 29-43 ปี ลักษณะพฤติกรรมชอบอะไรง่ายๆ ไม่ต้องเป็นทางการให้ความ สำคัญกับเรื่องความสมดุลระหว่างงานกับครอบครัว (Work-life Balance) มีแนวคิดและการทำงานในลักษณะรู้ทุกอย่างทำทุกอย่างได้เพียงลำพัง ไม่พึ่งพาใคร มีความคิดเปิดกว้าง พร้อมรับฟังข้อติติง เพื่อการปรับปรุงและ พัฒนาตนเอง

ไม่แปลกที่ชาว Baby Boom ผู้ไม่เคยเกี่ยงที่จะทำโอทีจนดึกดื่น แต่ชาว Generation–X ปฏิเสธการทำงานล่วงเวลา หรือลาออกไปหางานใหม่หน้าตาเฉยหากไม่พอใจ ทั้งนี้เพราะ Generation–X เชื่อว่างานไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต

  • Generation Y:be myself กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2523-2543 อายุ 8-28 ปี มีศักยภาพสูง โตมาพร้อมกับคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยี่ ไม่ชอบอยู่ในกรอบ และไม่ชอบเงื่อนไข คนกลุ่มนี้ต้องการความชัดเจนในการ ทำงานว่า สิ่งที่ทำมีผลต่อตนเองและต่อหน่วยงานอย่างไร อีกทั้งยังมีความ สามารถในการทำงานที่เกี่ยวกับการติดต่อสื่อสาร และยังสามารถทำงานหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน
  • Generation Z: be difference ผู้ที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2523 - 2537 ชอบความแตกต่าง ไม่เหมือนใคร คนในรุ่นนี้จะมีหลายชื่อเรียกเช่น Generation V ทีมาจากคำว่า virtual [9] หรือ Generation C ที่มาจากคำว่า community หรือ content หรือ Internet Generation หรือ Google Generation โดยที่คนในรุ่นนี้มีความผูกพันอยู่กับสื่อประเภทต่างๆ เช่น DVD, อินเตอร์เน็ต, MSN, โทรศัพท์มือถือ, SMS, เครื่องเล่น MP3 และ IPOD เป็นต้น คนในรุ่นนี้จะมีความคิดสร้างสรรมากกว่า Gen-X และ Gen-Y

ถึงตอนนี้ คงทำให้เราเข้าอกเข้าใจ หัวหน้า /ลูกน้อง และ เพื่อนร่วมงานมากขี้นนะคะ

  • อาจารย์พูดถึง ความแตกต่าง ระหว่าง Responsibility (ความรับผิดชอบตามหน้าที่) กับ Accountability (ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำ อันนี้มีน้อยลงในผู้คนปัจจุบันคะ)
  • ในการทำแผนปฎิบัติงานตาม GG(good governance) เราไม่จำเป็นต้อง ใช้ทั้ง 9 หลัก แต่ให้ดูว่าเกี่ยวกับเรื่องอะไร
  • ค่านิยม ขององค์กร ต้อง drive องค์กรให้ประสบความสำเร็จ บางตัวที่เราเขียน อาจเป็น competency วัฒนธรรม ไม่ใช่ค่านิยม และ ค่านิยมหลักไม่ต้องมีมาก เอาหลักๆ ก็พอที่เป็น core value ยกตัวอย่าง ค่านิยมของปูนซีเมนต์ " Quality & Fairness" (เขาคัดเลือกคนที่มีคุณภาพ สินค้ามีคุณภาพ และราคายุติธรรม)
  • ผู้นำ เป็น role model

* ต้องวางทิศทางและ ยุทธศาสตร์การทำงาน(ที่อยากให้ทำ แต่ยังไม่ได้ทำ)

* ออกแบบโครงสร้าง และระบบงาน

* สร้างวัฒนธรรมองค์การที่เอื้อต่อพฤติกรรมที่มุ่งสู่ความเป็นเลิค และประพฤติปฎิบัติตนอยู่ในความดีงาม

และยังมีอีกหลายๆเรื่อง เช่น วิสัยทัศน์ (*ดี *เก่ง-อาจารย์ให้ความหมายว่าทำงานได้หลากหลาย *มีส่วนร่วม *ทันต่อการเปลี่ยนแปลง) แนวคิด, CSR, นโยบายในด้านต่างๆ ,การนำนโยบายไปสู่การปฎิบัติ เป็นต้น

ช่วงเย็น เป็น Cowboy-girl party กินอาหาร ร้องเพลงคาราโอเกะ ชมการแสดงของcowboy

26 ก.พ. 5225

  • ช่วงเช้า มี workshop ทำแผนปฎิบัติการ 4 ด้าน ของหน่วยงานต่างๆ ใน สป. เสร็จสิ้น และเดินทางกลับ บ่ายสามโมงคะ ถึง กสธ. หกโมงเย็น อย่างปลอดภัย

2 วันนี้

  • ชอบการบรรยายของอาจารย์ ปานจิต มากที่สุด
  • ชื่นชม เป็นกำลังใจให้กับ ความตั้งใจของผู้จัด (พี่ไฝ และคณะ โดยเฉพาะ ผอ.กพร.สป. ที่อยู่ร่วมตลอดงาน)
  • รู้สึกว่าใช้เวลาไปกับการ สันทนาการมากไปหน่อย (แต่เป็นความตั้งใจดีของผู้จัด ) ถ้าปรับปรุงด้านนี้ ซักนิด จะทำให้การประชุมนี้มีประสิทธิผล และประสิทธิภาพมากขึ้นคะ
  • เรียนรู้ถึงความไม่แน่นอน ที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ สติ ปัญญา ต้องมีตลอดเวลา เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้อย่างเหมาะสม
  • ขอบคุณความตั้งใจ มุ่งมั่นของผู้จัด และผู้ร่วมประชุมทุกท่าน

สุวรรณา

วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2551

บรรยากาศการประชุมเครือข่ายภาคกลาง วันที่ 29 กุมภาพันธ์

บรรยากาศการประชุมเครือข่ายภาคกลาง วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551

สวัสดีค่ะสมาชิกชาว FAM MED ทุกท่าน ห่างหายไปนามกลับมาครั้งนี้เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความเคลื่อนไหวของสมาชิกเครือข่ายแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวภาคกลาง ซึ่งผู้เขียนมีโอกาสเข้าร่วมประชุมเครือข่ายฯภาคกลาง วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2251 ที่ผ่านมา จึงอยากบอกเล่าบรรยากาศในวันนั้น


การประชุมครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก พญ.สุพัตรา ศรีวณิชชากร เข้าร่วมเป็นประธาน โดยมี นพ.ก้องภพ สีละพัฒน์ เป็นผู้ดำเนินการประชุม เริ่มต้นด้วย พญ.สุพัตรา กล่าวเน้นย้ำถึงเป้าหมายการพัฒนาเครือข่ายฯ ว่า “ การเห็นคุณค่าในเชิงวิชาชีพและวิชาการ เห็นคุณค่าของตนเอง คุณค่าของกันและกัน และทำให้คนอื่นเห็นจะช่วยเรื่องความมั่นคงและพัฒนาต่อเนื่องอย่างมั่นคงได้ ส่วนเรื่องงานวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของวิชาการ “ กล่าวโดยสรุป เป้าหมายการจัดการเครือข่ายเบื้องต้น คือ เพื่อช่วยกันดูแลกันและกันทั้งขวัญกำลังใจและวิชาการ (ระยะแรกเน้นเครือข่ายในภาคกระทรวงสาธารณสุขก่อนขยายไปส่วนส่วนอื่นๆ)


จากนั้น นพ.ก้องภพ เล่าถึงความก้าวหน้าเครือข่ายฯ โดยสรุปสั้นๆ พร้อมทั้งได้เสนอให้การดำเนินงานเครือข่ายฯเป็น 2 Cluster คือ cluster ตะวันออก กับ Cluster กลาง เพื่อความเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ต่อจากนั้นสมาชิกเครือข่ายได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ที่เคยได้ทำ เริ่มจาก นพ.กรภัทร เล่าประสบการณ์งานวิจัยเรื่องการดูแลกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานใน PCU ในเครือข่ายโรงพยาบาลสมุทรสาคร ด้วยข้อค้นพบน่าสนใจเรื่องการตรวจHbA1C ในกลุ่มผู้ป่วยที่อายุการเป็นเบาหวานต่างๆกัน ระดับการใช้ยาและการควบคุมดวามดันโลหิตสูง การตรวจคัดกรองภาวะแทรกซ้อนโดยเฉพาะเรื่องตา ไต ต่อด้วย นพ. ธเนศ พูดถึงงานวิจัยเรื่องการใช้ประโยชน์ของแผ่นพับในเวชปฏิบัติ


นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนเรื่องการจัดทำวารสารวิชาการเวชศาสตร์ครอบครัว / ระบบบริการปฐมภูมิ ที่ประชุมมีมุมมองความคิดเห็นที่หลากหลาย กล่าวโดยสรุป คือ เป็นวารสารที่เน้นนำเสนอคุณค่าและรูปธรรมงานวิจัยเกี่ยวกับเวชศาสตร์ครอบครัวและระบบบริการปฐมภูมิ เนื้อหาเป็นเรื่องความสัมพันธ์แพทย์-ผู้ป่วย การสื่อสาร การดูแลบุคคล-ครอบครัว-ชุมชน (working with family, home care, palliative care, etc.) สัดส่วนเนื้อหาในวารสาร คือ 60% งานวิจัยและการทบทวนวรรณกรรม 40% เป็นส่วนอื่นๆ ประกอบด้วย บทความวิชาการ สัมภาษณ์ทุกข์สุข /คนพิเศษการพัฒนางาน ประสบการณ์การปฏิบัติ มุมมองวัฒนธรรมของเวชศาสตร์ครอบครัวในชุมชน กิจกรรมความก้าวหน้าเครือข่าย CME(quiz) จิปาถะ ทั้งนี้ได้กำหนดการออกวารสารฉบับแรกเริ่มต้นมิถุนายน ออกทุก 4 เดือน โดยมีเจ้าภาพร่วมเบื้องต้นคือ สพช. ชมรมแพทย์ชนบท ชมรมพยาบาลแห่งประเทศไทย STFMT ราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย


ช่วงบ่ายสมาชิกบางท่านได้ขอตัวกลับก่อนเนื่องจากติดภารกิจ สมาชิกที่เหลือได้แลกเปลี่ยนและวางแผนการปฏิบัติการเรื่องงานวิจัยในภาคกลาง ประเด็นร่วมคือ การประเมินคุณภาพบริการปฐมภูมิ( PCUQ) ซึ่งเป็นการวิจัยแบบ multi center ทั้งนี้ข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว ก่อนการปิดประชุมสมาชิกตกลงเรื่องการกรอบการเก็บข้อมูล / จำนวนโดยประมาณส่งต่อให้ พ.เอกชัย รามาฯ ประกอบการพัฒนาเอกสารโครงการ


สรุปการประชุมได้ดำเนินการไปโดยราบรื่น ทั้งบรรยากาศของการประชุม การแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นหลักการ ความเป็นกันเองของผู้เข้าร่วมประชุม
เก็บมาเล่า โดย ไหม

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

แลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำงานในชุมชนเครือข่ายภาคเหนือ”



วันที่ 26-27 มกราคม 2551
ณ ภูอิงฟ้ารีสอร์ท อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่


การประชุมในครั้งนี้เป็นการจัดเวทีให้ทีมเครือข่ายเรียนรู้ในพื้นที่ภาคเหนือ ได้มีโอกาสมาพบปะกัน ทำความรู้จัก พูดคุย ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ บทเรียนจากการทำงานที่ผ่านมาในประเด็นของการทำงานชุมชน ซึ่งแต่ละเครือข่ายก็จะมีแนวคิด วิธีการทำงานตลอดจนเครื่องมือที่แตกต่างกัน ตามสถานการณ์ บริบทหรือเงื่อนไขของพื้นที่ รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น แต่ละคนก็จะได้ถ่ายทอดเรื่องราวเล่าสู่กันฟัง ร่วมคิด ร่วมแลกเปลี่ยน เติมกำลังใจให้แก่กันและกัน ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของครั้งนี้




สำหรับพื้นที่ที่เข้าร่วมประกอบด้วย 5 พื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่
v เครือข่ายอำเภอแม่ริม และเครือข่ายอำเภอสารภี จ.เชียงใหม่
v เครือข่ายอำเภอนครไทย จ.พิษณุโลก
v เครือข่ายอำเภอเถินและเครือข่ายอำเภอวังเหนือ จ.ลำปาง
(หมวย)

วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2550

6 weekend Workshop for Community Faculty Development in Family Medicine In-service Training

การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการระยะสั้น 6 ครั้ง เพื่อเตรียมพี่เลี้ยงพื้นที่สำหรับการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว




กลับมาพบกันอีกครั้งสำหรับการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเตรียมความพร้อมให้อาจารย์เวชศาสตร์ครอบครัวครั้งที่ 3 ประจำปี 2550 – 2551 ภายใต้ชื่อ “6 weekend Workshop for Community Faculty Development in Family Medicine In-service Training” โดยครั้งนี้ได้ปรับการเรียนการสอนเป็น 6 สัปดาห์ และขยายการอบรมไปสู่บุคลากรสาธารณสุขอื่นด้วย เช่น พยาบาล นักวิชาการ เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของทีมเพื่อนำไปจัดหลักสูตรการเรียนการสอนแพทย์ประจำบ้านสาขาเวชศาสตร์ครอบครัวต่อไป

สำหรับสัปดาห์ที่ 1 เริ่มตั้งแต่วันที่ 15-16 ก.ย. 2550 เพื่อเป็นการประเมินความรู้ความเข้าใจ ศักยภาพของอาจารย์แต่ละท่าน แต่ละทีมงาน นำไปสู่การปรับระบบแนวคิดและความเข้าใจ แต่รายละเอียดวิธีการนำไปจัดหลักสูตรของการเรียนการสอนนั้น โดยแต่ละทีมจะเป็นผู้นำไปปรับใช้กับสถาบันการศึกษาของตนเองต่อไป

นอกจากนี้ ผู้เข้ารับการอบรมยังจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ที่เคยได้จัดการเรียนการสอนมา และร่วมกันระดมความคิดเพื่อแตกประเด็นไปสู่การมีเป้าหมายร่วมกันในการที่จะพัฒนาหลักสูตรแพทย์ประจำบ้านสาขาเวชศาสตร์ครอบครัวขณะปฏิบัติงาน การดำเนินการประชุมสัปดาห์แรกนี้ จึงเป็นการระดมความคิด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เสนอความคิดเห็น และรับฟังการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อนำกลับไปปรับปรุงหลักสูตรที่ได้เตรียมไว้ ส่วนสัปดาห์ที่ 2 เริ่มวันที่ 13 – 14 ต.ค. 2550 สัปดาห์นี้เป็นการเข้าสู่เนื้อหาด้านเวชศาสตร์ครอบครัว โดยมี ผศ.พญ. สายพิณ หัตถีรัตน์ เป็นผู้ดำเนินการอบรม อภิปราย และทำกิจกรรมกลุ่ม และได้นพ.กิติพล นาควิโรจน์ มาช่วยสอนในหัวข้อ Communication Skills in practice วันแรกของสัปดาห์นี้เริ่มต้นด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรม แนะนำตัวเอง และทำความรู้จักซึ่งกันและกัน บางท่านเคยทำงานร่วมกัน ในขณะที่บางท่านเพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก การได้ทำความคุ้นเคยกัน เพื่อสร้างเครือข่าย


จากนั้น ผศ.พญ.สายพิณ หัตถีรัตน์ จึงเริ่มต้นเข้าสู่บทเรียน โดยการบรรยายสรุปเรื่อง “หลักการวิชาเวชศาสตร์ครอบครัว” ซึ่งบางท่านจะเคยเรียนและปฏิบัติกันมาแล้ว แต่หลายท่านก็ยังไม่แน่ใจในสิ่งที่ตนเองปฏิบัติอยู่ครั้งนี้ จึงถือเป็นการทำความเข้าใจหลักการว่าด้วยวิชาเวชศาสตร์ครอบครัว การดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม การดูแลแบบผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และการทำงานร่วมกันแบบหสาขาวิชาชีพ ระหว่างการบรรยาย วิทยากรเปิดโอกาสให้ซักถามและตอบคำถามอย่างผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ความสามารถทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัวอย่างแท้จริง จากนั้นต่อด้วยหัวข้อ “Patient-centered medicine” (การวิเคราะห์ผู้ป่วยแบบ Patient-centered medicine ) หลังการบรรยายจบ วิทยากรจัดกลุ่มให้ผู้เข้าอบรมทดลองวิเคราะห์ผู้ป่วยจากCase study ที่เตรียมไว้ โดยมีแบบฟอร์มในการวิเคราะห์ผู้ป่วยแบบ Patient-centered medicine


หลังจากรับประทานอาหารกลางวันกลับมา การอบรมเริ่มเข้มข้นขึ้น เมื่อมาถึงหัวข้อ Communication skills in practice ซึ่งวิทยากร นพ.กิติพล นาควิโรจน์ ได้นำ Video Clip ตัวอย่างสองเรื่อง โดยการให้ผู้เข้าอบรมสังเกตความแตกต่างในประเด็นที่วิทยากรตั้งคำถาม คือ 1. ปฏิกิริยาระหว่างแพทย์ละผู้ป่วยที่เกิดขึ้น 2. วิธีการสื่อสารที่แพทย์ใช้พูดคุยกับผู้ป่วย และ 3. สิ่งที่ประทับใจและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาเพิ่มเติม จากนั้นก็ให้ผู้เข้าอบรมจัดกลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับสิ่งที่สังเกตเห็นจากภาพยนตร์ นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายสรุปถึงเนื้อหาการสื่อสารกับผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ และการนำไปปฏิบัติจริงต่อไป

วันที่ 2 ช่วงเช้าเริ่มด้วยการสรุปหัวข้อในตารางของวันแรก จากนั้นก็เริ่มด้วยหัวข้อ “what human think & act on their health” ต่อด้วยหัวข้อ “Difficult patient” จบท้ายด้วยหัวข้อ “Applied psychotherapy in primary care ในช่วงระหว่างการบรรยาย วิทยากรยกตัวอย่างคนไข้ ซึ่งเป็นวิธีการสอนแบบใช้กรณีศึกษา (Case study) มีการซักถามจากผู้เข้ารับการอบรมเป็นระยะๆ รวมทั้งมีการทำแบบฝึกหัดในหัวข้อที่บรรยายจบลงก่อนที่จะขึ้นหัวข้อใหม่
ทั้งนี้ การอบรมดังกล่าวจะดำเนินต่อไปอีก 5 สัปดาห์ สำหรับสัปดาห์ถัดไป เดือน พย. 2550 – เดือน มีค. 2551 คณะทำงานจะขอเปลี่ยนแปลงสถานที่จัดอบรมเพื่อความเหมาะสม จากเดิมเป็นห้องประชุมจำลองมุ่งการดี ชั้น 4 ตึกสมเด็จพระเทพฯ โรงพยาบาลขอนแก่น อ.เมือง จ.ขอนแก่น
พบกันใหม่ที่ขอนแก่น กับเนื้อหาสาระเก็บมาเล่า

จากการอบรมในครั้งนี้มีเสียงสะท้อนจากผู้เข้าอบรมที่อยากให้จัดที่ภายใต้โดยใช้โรงพยาบาลหาดใหญ่เป็นที่ฝึกอบรม คณะทำงานยินดีรับเป็นผู้ดำเนินการอบรม อภิปราย ท้ายนี้ขอประชาสัมพันธ์สำหรับ Node การเรียนรู้ภาคใต้ สัปดาห์แรกของการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการระยะสั้น 6 ครั้ง เพื่อเตรียมพี่เลี้ยงพื้นที่สำหรับการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว (“6 weekend Workshop for Community Faculty Development in Family Medicine In-service Training”)
เริ่มในเดือน พย.นี้ ใครสนใจติดต่อสอบถามได้ที่ พญ.หทัยทิพย์ ธรรมวิริยะกุล กลุ่มงานเวชกรรมสังคม รพ.หาดใหญ่ E-mail pooktunviriyakul@yahoo.co.uk
(ไหม)

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2550

ไปร่วม ประชุม Humanized Health Care ที่เสถียรธรรมสถาน

วันที่ 1-2 กันยายน 2550 สสส. สปสช. และ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ร่วมกันจัดประชุม เครือข่ายผู้ประสานงานเพื่อการให้บริการสุขภาพด้วยหัวใจ (Humanized Health Care)
ที่ เสถียรธรรมสถาน ผู้เข้าประชุม เป็น คนกันเอง มาจาก สสจ.พีซียู(สอ.) รพช. ที่ทำงานเกี่ยวกับงานปฐมภูมิ
โดยมี ดร.สง่า อินทะจักร เป็นผู้ประสานงาน
วันแรก


  • ตอนเช้า เข้าร่วมทำวัตรเช้า กับผู้ปฎิบัติธรรม (ประมาณ 130 คน) ฟังธรรมบรรยายออกอากาศสดๆ โดยมี คุณช่อพกา วิริยานนท์ เป็นพิธีกร

  • ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคน แนะนำตัวเอง

  • คุณอรจิตต์ บำรุงสกุลสวัสดิ์ ผอ.กลุ่มงานสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคี สปสช. เล่าประสบการณ์ และชี้แจงแนวคิด "ศูนย์มิตรภาพบำบัด"
    บ่าย ให้แต่ละจังหวัด เล่าเรื่องดีๆ จากประสบการณ์การทำงานด้วยหัวใจของบุคลากรสาธารณสุขในพท. มีเรื่องน่าสนใจหลายเรื่อง หลายคนเป็นนักเล่าเรื่องที่สนุกสนาน เรียกเสียงเฮ และฮาได้ตลอดเวลา (เช่น พี่พนมจากจันทบุรี เป็นต้น)

  • ตอนเย็น ทำวัตรเย็น ฟังธรรมบรรยาย จาก แม่ชีศันสนีย์ ให้ดูวีดีโอ "การเผชิญความตายอย่างมีสติ" กรณีของ บัว (เรื่องนี้เคยฉายออกโทรทัศน์แล้ว) เป็นตัวอย่างของผู้ป่วยระยะสุดท้าย
    ที่สามารถเผชิญความตาย(ที่ไม่มีความเจ็บปวด)ได้อย่างมีสติ เห็นความแตกต่างของการมีสติ กับช่วงที่ไม่มีสติ ได้ชัดเจน ผ่านความเจ็บปวดที่แสดงออกทางสีหน้า ร่างกายผู้ป่วย

วันที่สอง ให้แต่ละจังหวัด นำเสนอแผนงาน และกำหนดเวลา 2 สัปดาห์ส่งให้ผู้ประสาน เพื่อรวบรวมเสนอของบประมาณจาก สปสช.ต่อไป และคาดว่า ปลายปีนี้ (เดือน พ.ย. หรือ ธ.ค.อาจมีการประชุมเครือข่ายฯอีกครั้ง) ประมาณ 11.00 น. คุณศันสนีย์ มอลเลอร์ เป็นวิทยากรพิเศษ บรรยาย เรื่อง อาสาสมัคร ..การทำความดี ฉายวิดิทัศน์ เรื่อง สึนามิ พร้อมบรรยาย แนะนำ โครงการ เยาวชน SOS (Seed of Spiritual: เมล็ดพันธ์แห่งปัญญา ) ทุกงานที่(ทีมงาน อาสาสมัคร)ทำเขาจะถอดรหัสทุกครั้ง ก็เหมือนเราที่ต้องมีการถอดบทเรียนหลังทำงาน และมีกิจกรรมให้ผู้เข้าประชุมร่วมกันทำ ... กินข้าวเที่ยงเสร็จทุกคนก็แยกย้ายกันกลับถิ่นฐานภูมิลำเนา

"คนที่มีตัวตนเล็ก จะทำงานใหญ่" คนที่มีตัวตน(อัตตา) น้อย จะทำงานที่ยิ่งใหญ่ เป็นหนึ่งในคุณสมบัติ ของจิตอาสา

"ทุนของชีวิต คือจิตที่ไม่ขุ่นมัว" มีคำพูดดีๆ อีกมากมาย ลองเข้าไปชมได้ที่ http://www.sdsweb.org/

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2550

TQA






การอบรม TQA ในโครงการพัฒนาระบบประกันคุณภาพเครือข่ายบริการปฐมภูมิ ในจังหวัดนำร่อง ครั้งที่ 4 ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว ที่โรงแรมหลุยส์ แทเวิร์น เมื่อวันที่ 6-8 สิงหาคม 2550 ที่ผ่านมา มีผู้เข้ารับอบรม สองร้อยกว่าคน หนาแน่นเหมือนเดิม ครั้งที่ 4 นี้ อ.ศุภชัย ได้ทบทวน เนื้อหาที่ผ่านมา และเพิ่มเติม ความรู้เรื่อง การบริหารจัดการโครงการ การคิดเชิงระบบ(systematic thinking) โดยเน้นการทำ workshop เพื่อให้ทุก CUP สามารถเขียนแผนกลยุทธ์ได้ตรงประเด็น



ในช่วงเย็น ของวันแรก มีการเลี้ยงอาหารเย็น สังสรรค์ ร้องเพลง และฟังคำบรรยายที่สอดแทรกด้วยภาพยนต์หลายเรื่อง(จากคุณหมอพรเจริญ) ซึ่งมี ข้อคิด และคำพูดที่มีความหมาย ....น่าสนใจมากคะ (ทำให้รู้สึกว่า การดูภาพยนต์ก็มีสาระได้เหมือนกัน) คราวนี้ผู้จัด มีกิจกรรมสำหรับผู้รับการอบรมได้ผ่อนคลาย หลังจากสมองบวมจากการทำ workshop ทั้งวัน......ดึกๆ เขาสนุกสนานกันมาก เกิดดาวเด่น นักร้อง หางเครื่อง กันหลายคน (เรื่องนี้ให้ถาม ทีมจากสงขลาได้คะ)





วันสุดท้าย ผู้เข้ารับการอบรมได้ ร่วมแลกเปลี่ยน พูดคุย ประเด็น การดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง การสร้างเครือข่ายเรียนรู้ การสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน ระบบข้อมูลบริการปฐมภูมิ บริหารจัดการ CUP การดูแลกลุ่มประชากร

ส่วนพี่เลี้ยงก็มี Session ของการพูดคุย แลกเปลี่ยน ประเด็น บทบาท หน้าที่ กับ อ.ศุภชัย
คราวหน้า พบกันอีกครั้ง ช่วงเดือนพฤศจิกายน หวังว่า การบ้าน คงทำเสร็จกันทุก CUP นะคะ


วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

เครือข่ายแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว



เครือข่ายแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวได้ร่วมประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมพัฒนาวิชาการและติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของระบบสาธารณสุขในภาพรวม โดยครั้งนี้จัดเป็นวาระพิเศษ หลังจากที่จัดวันเดียวต่อเนื่องกันมาทุก 3 เดือนตั้งแต่ต้นปี 2549 ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการประชุม 2 วันเต็มที่ มีทั้งวิชาการและความบันเทิงจากพี่น้องในเครือข่ายเวชศาสตร์ครอบครัว คนเข้าร่วมประชุมครั้งนี้จำนวนประมาณ 70 คนซึ่งมากเป็นพิเศษเพราะมีแพทย์ที่ทำงานในCMUทั้งที่เป็นแพทย์เอกชนเดิม แพทย์เกษียณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานบริการปฐมภูมิมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แพทย์จากกลุ่มงานเวชกรรมสังคมก็ให้ความสนใจมาร่วมงานนี้เป็นพิเศษด้วย


วาระครั้งนี้ก็เป็นเช่นเคยที่จัดให้มีทั้งเรื่องสถานการณ์ระบบสาธารณสุขและอนาคตแพทย์FM จากมุมมองผู้นำเชิงนโยบาย วิชาการของFMที่เลือกประเด็นน่าสนใจมานำเสนอ ประสบการณ์ของแพทย์FMที่ทำงานในบริบทรพช.ที่อีสาน CMUที่ลำพูน และศูนย์แพทย์ชุมชนเขตเมืองในโคราชเพื่อให้เห็นอัตลักษณ์ที่ชัดเจนของแพทย์FM งานวิจัยที่แพทย์FM ทำในพื้นที่ทำงานรวมทั้งเปิดเวทีการพัฒนาระบบบริการในเขตเมืองที่แพทย์FMในเวชกรรมสังคมจากเมืองตรัง อ.แม่สอด ตาก และเมืองพิษณุโลกมาให้สมาชิกเครือข่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองและเรียนรู้วิธีการพัฒนาระบบบริการ นอกจากนี้ เป็นเวทีให้แต่ละเครือข่ายFMในแต่ละภูมิภาค (5 แห่ง) ได้นำเสนอความก้าวหน้าในการพัฒนาเครือข่ายซึ่งน่าสนใจติดตามทั้งเชิงการพัฒนาเนื้อหาและการจัดการเครือข่าย

เวลา 2 วันที่ได้เรียนรู้ ต่างคนก็ได้ทั้งกำลังใจ ชัดเจนในความภาคภูมิใจฐานะแพทย์FM และได้เรียนรู้เนื้อหาวิชาการ ประสบการณ์ต่างๆในการพัฒนาเวชศาสตร์ครอบครัว/ ระบบบริการปฐมภูมิอย่างถ้วนหน้า พร้อมตั้งใจนัดหมายกันครั้งต่อไปอีก 6 เดือนข้างหน้าว่าจะพบกันใหม่ เวลาเดียวกัน เครือข่ายย่อยในแต่ละภูมิภาคก็เดินหน้าพัฒนางานและจัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันต่อไป ทั้งนี้ สพช.ก็จะทำหน้าที่รวบรวม ประสาน และจัดการสิ่งที่เกิดขึ้นเผยแพร่ผ่านwebsiteของสพช.ต่อไป..... โปรดติดตามความคืบหน้า

ประชาสัมพันธ์ สำหรับแพทย์FMที่ต้องการส่งรูปถ่ายที่สะท้อนการทำงาน บทความดีๆหรือประสบการณ์น่าสนใจในการทำงานด้านเวชศาสตร์ครอบครัว เพื่อเผยแพร่และให้คนอื่นได้เรียนรู้ส่งมาที่ wonnadara@yahoo.com หรือ tsnee@thaiichr.org

(โน่)